เทศน์เช้า วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นที่พึ่งที่อาศัยนะ ทั้งชีวิตมนุษย์และทั้งหัวใจของคน ชีวิตมนุษย์ สิ่งที่เรามีศีลมีธรรมขึ้นมา กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมมันป้องกัน เขามีเครื่องรางของขลัง ของเราไม่ต้อง ของเรามีศีลมีธรรมอยู่ในหัวใจของตน
ถ้ามีศีลมีธรรมในหัวใจของตนนะ เราไม่ทำความผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น เราไม่ไปล่วงเกินละเมิดใครทั้งสิ้น มันจะมีโทษมาจากไหนล่ะ แล้วถ้าเราทำคุณงามความดีของเรา ถ้ามันมีอำนาจวาสนา สิ่งนี้มันเป็นที่พึ่งที่อาศัย
“รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง”
แต่รสเราของเรา รสชีวิตมันขมขื่น ชีวิตทั้งชีวิตมันขื่นมันขมทั้งนั้นน่ะ แต่เวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง
ถ้ารสของสติ รสของสมาธิ รสของปัญญา
รสของสติๆ มันเท่าทันความคิดเราทั้งหมดน่ะ มันเท่าทันความทุกข์ความยากทั้งนั้นน่ะ มันควบคุมความทุกข์ความยากของมันได้ทั้งหมดน่ะ แล้วมันจะมีอะไรไปทุกข์ไปยากล่ะ
มันทุกข์มันยากเพราะอะไร
เพราะมันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์
เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง พระพุทธศาสนาสอนอย่างนี้ สอนพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในหัวใจของตน แต่กว่ามันจะตื่นไง มันจะไปพึ่งข้างนอกทั้งนั้นน่ะ มันหาที่พึ่งจากข้างนอกทั้งนั้นน่ะ มันไม่เคยหาที่พึ่งจากภายในเราเลย เพราะเราไม่ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตนี้ตัวสำคัญ มันจุติในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ นั่นน่ะต้นกำเนิด แล้วต้นกำเนิด ที่นั่นน่ะถ้ามันมีสติปัญญาเท่าทันมันนะ มันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มันไม่ไปไหนแล้ว มันทรงตัวของมันน่ะ นั่นน่ะที่พึ่งที่อาศัยที่แท้จริงไง
นี้เราไปหาแต่ที่พึ่งแต่ภายนอก แล้วก็น้อยเนื้อต่ำใจนะ ไม่ได้อะไรดั่งใจ
ไม่ได้หรอก จะได้ดั่งใจก็ทำเองไง ถ้าทำเองน่ะได้ แล้วเวลามันได้ รสของธรรมจะรู้จักเลยล่ะ
กว่าจิตมันจะสงบได้นะ มันทุกข์มันยาก เราจะทำคุณงามความดี นั่งสมาธิภาวนา ทำไมมันทุกข์มันร้อนล่ะ ทำไมจิตใจมันคิดมันเครียด ทำไมมันทุกข์มันยาก นี่รสของกิเลส รสของกิเลสทั้งนั้นน่ะ มันแผดมันเผา มันสุมไฟ มันเผาอยู่ตรงนั้นน่ะ รสของกิเลส
กว่าจะมีสติปัญญาเท่าทันมันนะ เอ็งคิดอะไรน่ะ เอ็งคิดอะไร เออ! เราคิดเองว่ะ มันก็หยุดไง พอหยุดขึ้นมา เราคิดถึงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ คิดถึงเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา มันดอกบัวบานท่ามกลางวัฏฏะ โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ เทวดา อินทร์ พรหมส่งข่าวเป็นชั้นๆๆ ขึ้นไปเลย มันมหัศจรรย์น่ะ
แล้วเวลาจิตมันสงบของมัน พุทธะ ผู้รู้นั่นน่ะ ในใจของตนน่ะ ถ้าหยุดคิดไง
แล้วหยุดได้อย่างไรล่ะ
ก็ต้องฝึกฝนนี่ไง
สิ่งที่จิตนี้เป็นนามธรรม จิตนี้เป็นนามธรรมที่ค้นคว้าหาได้ยาก แล้วสิ่งที่รักษายากที่สุดก็จิตของตนมันล่อกแล่ก มันเปลี่ยนแปลง มันพลิกแพลงตลอด มันอย่างกับลิงเลยล่ะ ลิงในใจของเรา เราจะรักษาให้มันสงบระงับได้อย่างไร
ความคิดเร็วกว่าแสง แต่ถ้ามันหยุดคิด พลังงานมันมากมายมหาศาล แล้วพลังงานมากมายมหาศาลนะ พลังมากมายไปทำร้ายใคร พลังงานนั้นมันจะเข้ามาหาอวิชชาไง หาที่มันเครียด มันทุกข์มันยาก รสของธรรม
ฝึกหัดปฏิบัติไปมันจะเห็นหมดน่ะ รสของกิเลสที่มันแผดมันเผา ที่มันสุมไฟ มันเผาลนตนเองไง แล้วถ้าพอใจแล้วทำไปกับมัน สร้างเวรสร้างกรรมทั้งนั้นไง มีแต่ผูกเวรผูกกรรมมากับตัวเองทั้งนั้นไง คิดว่าตัวเองเก่ง
ไร้สาระ
คิดว่าตัวเองยอดเยี่ยม
อยู่ในคุก
ถ้าคิดถึงพุทธะไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด แล้วไม่ต้องไปวุ่นวายกับใคร
นักปฏิบัตินะ สิ่งที่เขาจะหาที่สงบสงัดของเขาเพื่อหัวใจดวงนั้น ไม่มีการหรอกที่จะมา อู้ฮู! คลุกคลีตีโมง คุยธรรมะกันน้ำลายแตกฟองเลย นั่นไร้สาระ ไอ้พวกนั้นพวกบ้า ไอ้บ้าธรรมะนั่นน่ะไอ้พวกบ้า แต่นักปฏิบัติเขาอยู่โคนไม้ เขาอยู่ของเขาสงบเสงี่ยมของเขา นี่แหละหัวใจมันจะเบิกบาน
ถ้ามีรสของธรรมแล้ว พฤติกรรมที่มันแสดงออกมันจะรู้ว่าคนนั้นเป็นอย่างไร สิ่งที่เวลาจิตนี้มันเป็นธรรม สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วถ้าจิตเอ็งสงบจริง มันมีความสุขจริง ทำไมเอ็งบ้าธรรมะขนาดนั้นวะ เที่ยวพล่ามๆ ไปน่ะ คนอื่นเขารำคาญ ตัวเองไม่รู้หรอกไปวุ่นวายกับคนอื่น
จะหาที่พึ่งนะ หาที่พึ่งจากภายนอก แต่พอปฏิบัติธรรมขึ้นมามันมีธรรมะแล้วแหละ จะแสดงธรรม
เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านสั่งไว้เลย ห้ามพูด ถ้ารู้จริงเห็นจริงขึ้นมาในหัวใจยิ่งต้องห้ามพูดเข้าไปใหญ่
แล้วเวลามันรู้ไอ้เล็กๆ น้อยๆ ไอ้แค่เห็นเงานั่นน่ะมันอยากพูด แต่ถ้ามันเห็นมากขึ้น มันไม่พูดแล้ว เพราะการเห็นครั้งแรกมันเห็นเฉพาะเงา เห็นเฉพาะสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน ถ้าพูดไปแล้วมันผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ ถ้ามันชัดเจนขึ้นไป มันจะเห็นชัดของมันขึ้นมา แล้วชัดเจนขึ้นมามันจะแยกดีและชั่ว
สิ่งที่ชั่วขึ้นมา สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สภาวะที่รู้ที่เห็นมันเกิดดับๆ ทั้งนั้นน่ะ มันยังไม่มีอะไรจริงแท้ตายตัวหรอก จะจริงแท้ตายตัวต่อเมื่อมันได้วิตกวิจารณ์ มันได้วิเคราะห์วิจัย มันได้วิปัสสนา มันได้แยกได้แยะของมัน
แล้วใครทำ
แล้วไปพล่ามๆ อยู่ เอ็งมีเวลาอะไรมาทำใจของตน
ใจของตนมันมีพฤติกรรมที่ถูกต้องชอบธรรมในหัวใจของตนไง นี่รสของธรรม
“รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง”
รสที่ในโลกนี้เขามีกันน่ะ ไอ้ที่เขาเสพกันในวัฏฏะนี้ไร้สาระทั้งนั้นน่ะ ถ้าใจมันเป็นธรรม รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง
แต่ปัจจุบันนี้ไง มีแต่รสขื่นรสขม ทุกคนต้องเผชิญทั้งนั้น เผชิญกับชะตากรรมชีวิต ชีวิตเราต้องเดินไป สิ่งที่เดินไปนั่นผลของวัฏฏะ ได้สร้างคุณงามความดีมามากน้อยขนาดไหน ถ้าได้สร้างคุณงามความดีมามากน้อยขนาดไหน มีแต่คนอุ้มชูบูชาไง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ มันเป็นอย่างนั้นน่ะ
แต่ของเราตกเท่าไรมันก็ไหลไปทั้งนั้นน่ะ เวลาไฟไหม้ ไหม้หมดเลย แต่ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ธรรมะมาอุ้มชู สิ่งที่จะเกิดวิกฤติขึ้นมา มีคนมาพาให้รอดไปอย่างนั้นได้ เวลาสัจจะความจริงมันเป็นของมันอย่างนั้น ถ้าสัจจะความจริงเป็นอย่างนั้น มันจะเป็นโดยข้อเท็จจริงของเขา
ไม่ใช่เป็นจริงโดยโลกละคร แล้วก็สร้างภาพกัน แล้วเราก็เชื่อ เพราะเรามีหลักที่ศึกษาคือธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วไอ้พวกที่มันก็แสดงละครมา ไอ้เราก็ชอบธรรมะละคร
ไอ้นั่นมันเป็นประเพณีวัฒนธรรมเพื่อความสงบระงับในสังคมของตน แต่ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง ทุกดวงใจ ทุกดวงใจมันมีพุทธะ ทุกดวงใจมีพุทธะ ทุกดวงใจพยายามแสวงหาความสงบสุขของตน สิ่งที่เกิดขึ้นมามันผลจากเวรจากกรรมทั้งสิ้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาท่านแสดงธรรมไง “เราวาสนาน้อย อายุแค่ ๘๐ ปี พระศรีอริยเมตไตรยอายุ ๘๐,๐๐๐ ป
“เราวาสนาน้อย”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนี่ยนะวาสนาน้อย แต่มันมาเทียบเคียงกับผู้ที่สร้างบุญกุศลแตกต่างกันไป มันมีไง ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ๔ อสงไขยก็ ๘๐ ปี ๘ อสงไขย ๔๐,๐๐๐ ปี ๑๖ อสงไขยก็ ๘๐,๐๐๐ ปี แล้วสิ่งที่มีมหัศจรรย์ๆ ขนาดไหน นั่นมีการกระทำมาทั้งนั้นน่ะ
“ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ”
มันต้องมีเหตุที่มาที่ไปของมันทั้งนั้น ถ้ามีเหตุที่มาที่ไปของมันนะ แล้วเหตุนั้นมันชอบธรรมหรือไม่
แล้วเรามาฝึกหัดปฏิบัติในปัจจุบันนี้ เราก็มาหาเหตุหาผลของเรานี่ไง ถ้ามันมีสติมีปัญญา มันก็เท่าทันเราแล้ว ถ้าเท่าทันเรานะ ประโยชน์ของมันคือว่าไม่เป็นเหยื่อ ถ้ายังไม่เท่าทันตัวเรา มันเคว้งคว้าง มันจะหาที่พึ่งนั่นน่ะ นั่นแหละเหยื่อ ที่ไหนมีศรัทธา ที่นั่นมีเหยื่อ แล้วไอ้นักล่าๆ มันจะล่าอย่างนั้นน่ะ
แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ท่านจะปกป้องคุ้มครองของท่าน แต่ปกป้องคุ้มครองเหมือนเรากับเด็กเลย ผู้ใหญ่คอยคุมเลยนะ ไอ้เด็กมันวิ่งแจ้นๆ เลยนะ
ปกป้องคุ้มครองมันไม่ได้ เราปกป้องคุ้มครอง มันก็ไปตามประสาเด็กน่ะ นี่มันก็ไปตามประสาเวรกรรมนั่นไง เวรกรรมของเขา เขาชอบของเขา เขาเป็นของเขาอย่างนั้น ไอ้เขาคบเพื่อนของเขา ว่าเพื่อนของเขาเป็นเทวดา
ไอ้คนดูแลก็บอก ระวังนะๆ
โอ้โฮ! อิจฉาเขาอีกล่ะ
จะคุ้มครองๆ นี่เวลาเวรกรรมมันให้ผลอย่างนั้นนะ
เราก็คุ้มครองดูแลเท่าที่เราสามารถจะทำได้ ถ้าถึงที่ทำอะไรไม่ได้ ปลงธรรมสังเวช ปลงธรรมสังเวช ธรรมสังเวชหมายความว่ามันเป็นไปตามธรรม เป็นไปตามข้อเท็จจริง จะคุ้มครองดูแลขนาดไหนมันก็เป็นของมันอย่างนั้นน่ะ แต่มันก็ทำให้มันเยียวยาๆ เพื่อความสบายใจ เยียวยาๆ เพื่อว่า ทำไมมันเป็นอย่างนั้น ทำไมมันเป็นอย่างนั้น
คนเหมือนคน แต่คนไม่เหมือนกัน พันธุกรรมของจิตๆ เพราะเวลานักปฏิบัติสำคัญตรงนั้นน่ะ
เวลาหลวงปู่มั่นน่ะ “จิตเป็นอย่างไร”
ท่านจะแสวงหาลูกศิษย์ลูกหาไง ถ้าจิตมันเป็นอย่างไรนะ นี่ไง ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขยนี่ไง ถ้ามันมีอำนาจวาสนา มันสร้างของมันมานะ มันเข้มแข็ง พูดสิ่งใดแล้วนะ มันมีหลักมีเกณฑ์ของมัน
ไอ้เราฟังทีแรกก็เชื่อมั่นเลย หาที่ปฏิบัติ พอไปถึง เดือนสองเดือน ปีสองปี จบแล้ว
แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เช่น หลวงตาพระมหาบัวพูดประจำ
“ถ้าใครเห็นเราอยู่ในป่า ๙ ปีนั้น จะสังเวชมาก”
แล้วเวลาท่านพูดของท่านนะ เราฟังนะ แล้วมันสะเทือนใจ เวลาคิดถึง ๙ ปีที่ท่านทุ่มเททั้งชีวิตของท่าน ท่านบอกว่าคิดแล้วมันแหยง มันทำไปได้อย่างไร
แต่สำหรับเราคิดของเราเอง ทำได้ ทำได้เพราะคนเจ็บคนป่วย คนไข้ คือคนมีกิเลส ถ้ามันจะชำระล้างกิเลส กิเลสในหัวใจยังมีอยู่ มันต่อสู้ได้ทั้งนั้นน่ะ
เหมือนคนไข้จะหายจากโรค หมอให้ทำอย่างไร มันก็จะทำทั้งนั้นน่ะ จะขอให้หายไข้ แต่พอมันไม่เป็นไข้นี่ไง พอ ๙ ปีจบแล้ว ทำลายภวาสวะ ทำลายภพทั้งสิ้น ทีนี้จะไปทำอย่างนั้นแล้วไปทำอย่างไร ท่านบอกว่าคิดถึง ๙ ปีแล้วมันแหยง ทำได้อย่างไร ทำได้อย่างไร
เราคิดในใจ “ได้” ได้เพราะมันมีอวิชชา ได้เพราะมันมีมาร ได้เพราะมันทุกข์มันยาก ได้เพราะมันยังไม่พ้นทุกข์ แต่พ้นทุกข์แล้วมันก็จบ จบกับผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติสมควรแก่ธรรมอันนั้น
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราศึกษาค้นคว้าของเราขึ้นมา แล้วเวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่พันธุกรรมของจิตๆ นี่แหละ มันมีสัจจะมีความจริงมากน้อยขนาดไหน
ขันติธรรมๆ มันเป็นวิธีการอันหนึ่ง วิธีป้องกันในการฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าไปไม่ได้หรือว่ามันมีอะไรที่มันรุนแรง ขันติธรรมให้อดทนไว้ มีขันติและบารมี ขันติบารมี
แต่เวลาสัจจะความจริง ขันติบารมีมันแก้กิเลสไม่ได้ มันต้องใข้ปัญญา แต่ปัญญามันจะเกิดได้อย่างไรในเมื่อถ้ามันอดทนไม่ได้ มันท้อแท้ มันไปไหนไม่รอดขึ้นมา มันก็ล้มลุกคลุกคลาน มันก็พังทลายไปหมดไง ถ้ามีขันติธรรมๆ ขันติธรรมมันก็ทนอยู่ได้ พอทนอยู่ได้ แล้วก็ละเมอเพ้อพกว่าขันติธรรมนี้เป็นผลการปฏิบัติหรือ
มันก็ไม่ใช่ แต่มันไม่ใช่ มันก็เป็นวิธีการอันหนึ่ง เวลาวิธีการอันหนึ่ง หมายความว่า เวลามันจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เล่ห์กลของกิเลสมันร้อยแปดพันเก้า มันจะใช้มุกไหน มันจะทำอย่างไรให้เราเชื่อ ให้เราคล้อยตามมันไป
ถ้าเราไม่เชื่อ เราต้องพิสูจน์ ถ้าพิสูจน์แล้ว นี่ไง ห้ามพูด เดี๋ยวมันจะออกลวดลายนั้น เดี๋ยวมันจะออกลวดลายนี้ แล้วชนะมันมาทีละลวดลาย
แค่ลวดลายนะน่ะ เอ็งยังไม่เห็นตัวมันเลย แค่ชนะลวดลายมันก็ได้พักได้ผ่อน ได้มีการกระทำของมันขึ้นมาบ้าง ดี ดีที่ได้ฝึกหัด ได้ฝึกหัด ได้ค้นคว้าให้มีธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ให้มันมีเหตุมีผลขึ้นมา เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตน
ครูบาอาจารย์ของเราเวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาแล้ว กราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบแล้วกราบเล่าๆ ไม่ต้องมีประจักษ์พยานจากที่ไหน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
ล้มลุกคลุกคลาน เจียนอยู่เจียนไปมาตลอด ถึงที่สุดแล้วมันผ่องแผ้วในใจของตน นั่นน่ะเป็นข้อเท็จจริง แล้วถ้าข้อเท็จจริงแล้วนะ สิ่งใดนะ โลกนี้คือละครไง มันของสมมุติทั้งนั้น พร้อมที่จะเผชิญหน้าทั้งหมด
สิ่งที่เป็นสมมุติ สมมุติบัญญัติ แล้วถ้ามันเป็นจริงในหัวใจ หัวใจนั้นมันจะมั่นคงของมัน ถ้ามั่นคงของมัน พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วต้องทำลายพุทธะ ทำลายภวาสวะ ทำลายภพ จบ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัยของตน ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมเป็นในใจของตน มันจะเป็นความมหัศจรรย์ในหัวใจของตน เอวัง